ออกกำลังกาย

ออกกำลังกายแบบแอโรบิกแล้วแต่ทำไมยังไม่ผอม

ออกกำลังกายแบบแอโรบิกแล้วแต่ทำไมยังไม่ผอม

หนึ่งในความกังวลของผู้ที่ต้องการลดความอ้วนนั่นคือ  “ทั้งๆ  ที่พยายามออกกำลังกายแล้วแต่ก็ไม่ผอมลงเลย”  โดยทั่วไปแล้วหากออกกำลังกายอย่างถูกวิธีผมรับรองว่าผอมลงได้แน่นอน

บทความต่อไปนี้ผมจะขออธิบายเกี่ยวกับะเทคนิคเล็กๆ  น้อยๆ  ในการออกกำลังกายแบบแอโรบิกเพื่อลดความอ้วนให้ได้ผล

ปรับเปลี่ยนเวลาในการออกกำลังกาย

ร่างกายจับสามารถเผาผลาญไขมันได้ดีที่สุดในช่วงที่มีพลังงานในร่างกายน้อย นั่นหมายถึงในช่วงที่ท้องว่างนั่นเอง การออกกำลังกายหลังกินข้าวแล้วจะเป็นการป้องกันไม่ให้สิ่งที่กินเข้าไปถูกเปลี่ยนเป็นไขมัน แต่หากต้องการที่จะลดน้ำหนักเราควรออกกำลังกายในช่วงท้องว่างหรือก่อนกินข้าวนั่นเอง

เวลาที่แนะนำคือหลังจากกินข้าวไปแล้ว 4 ชั่วโมง  ต้องระวังไม่ออกกำลังกายในช่วงที่ท้องว่างจนเกินไป  เพราะระดับน้ำตาลในเลือดจะต่ำจะทำให้เกิดอันตรายได้

ปรับเปลี่ยนความเร็วในการออกกำลังกาย

การเพิ่มความเร็วในการออกกำลังกายแบบแอโรบิก  จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเผาผลาญไขมันได้

เช่นการเดิน  หากเพิ่มความเร็วในการเดินโดยให้ร่างกายรู้สึกหายใจลำบากขึ้นเล็กน้อย  ยอมได้ผลดีมากกว่าการเดินในลักษณะเดินเล่น  อย่างไรก็ตามไม่ควรออกกำลังกายเร็วจนเกินไป  เพราะก็จะทำให้ร่างกายเผาผลาญไขมันได้ยากเช่นเดียวกัน

ในแต่ละคนอาจจะมีความเร็วที่เหมาะสมในการออกกำลังกายที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับความบ่อยในการออกกำลังกายและสภาพร่างกาย  รวมถึงประสิทธิภาพในการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจ โดยปกติแล้วควรออกกำลังกายให้อัตราการเต้นของหัวใจใน 1 นาทีอยู่ที่ 120-130 ครั้ง

สามารถใช้อุปกรณ์ในการวัดชีพจรหรือ application ในมือถือก็ได้  หรือใครที่ไม่มีก็ให้ลองจับเวลา  แล้วใช้นิ้วนับดู  โดยนับแค่ 10 วินาทีแล้วค่อยนำไปคูณ 6 ก็จะได้ออกมาเป็นจำนวนการเต้นของหัวใจใน 1 นาที

ออกกำลังกายแบบเวทเทรนนิงร่วมด้วยทุก 2-3 วัน

มีหลายคนที่ออกกำลังกายแบบแอโรบิกเพียงอย่างเดียวโดยไม่ออกกำลังกายเพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อ  ความจริงแล้วสามารถเผาผลาญไขมันได้ด้วยการออกกำลังกายแบบแอโรบิก  แต่การออกกำลังกายทั้งสองชนิดควบคู่กันไปจะทำให้ร่างกายสามารถเผาผลาญไขมันได้อย่างดีเยี่ยม

โดยเฉพาะผู้หญิงที่รูปร่างไม่ได้มีกล้ามเนื้อตั้งแต่แรกหรือมีน้อย  ดังนั้นหากต้องการลดความอ้วนให้ได้ผลเร็วควรออกกำลังกายเพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อร่วมด้วย  ความถี่อยู่ที่สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง  และหากเลือกบริหารกล้ามเนื้อมัดใหญ่ของร่างกาย  ก็จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเผาพลาญไขมันให้มากขึ้น  กล้ามเนื้อมัดใหญ่ที่ว่านี้ได้แก่  กล้ามเนื้อท้อง  กล้ามเนื้อหลัง  กล้ามเนื้อต้นขา

ควรออกกำลังกายเพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อก่อน  จากนั้นจึงค่อยออกกำลังกายแบบแอโรบิก

ออกกำลังกายให้อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้น

ร่างกายจะเผาผลาญไขมันได้มากในตอนที่อุณหภูมิร่างกายสูง  เหมือนกับน้ำมันในอาหาร  ถ้าอาหารเย็นน้ำมันจะแข็งเป็นสีขาว  แต่เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้นน้ำมันจะค่อยๆ  ละลาย  หลักการนี้เหมือนกับไขมันในร่างกาย

ดังนั้นก่อนจะออกกําลังกายแบบแอโรบิกเพื่อเผาผลาญไขมันในร่างกาย  เราควรออกกำลังกายแบบเวทเทรนนิ่ง  หรือแช่น้ำอุ่นเพื่อเพิ่มอุณหภูมิให้กับร่างกายก่อน

มีหลายเทคนิคที่ผมได้แนะนำไปลองนำไปใช้กันดูนะครับ

Return Top